วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Learning log 6 ในห้องเรียน

Learning log 6
ในห้องเรียน
การเรียนในห้องเรียนครั้งนี้  ทำให้ดิฉันได้ความรู้ 2 ประด็นคือ เรื่อง adjective clause และการเปลี่ยนประโยค Adjective phrase โดยการเรียนในครั้งนี้จะเน้นการลดรูปประโยค เพื่อนำไปเขียนเป็นประโยค adjective phrase ซึ่งการลดรูปประโยคนั้นารลดรูปนั้นไม่ได้ทำให้ความหมายบิดเบือนไปจากเดิม การลดรูปนั้นก็เพื่อความกระชับของเนื้อหาแต่ก็ยังคงรักษาต้นฉบับเดิมไว้ ความหมายก็ยังเหมือนเดิม   และทำให้ประโยคหรือบริบทที่เราเขียนนั้นมีความกระชับยิ่งขึ้น ไม่ยืดเยื้อจนเกินไป ประเด็นแรกคือ adjective clause คือ subordinate clause ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนคำ adjective คำหนึ่ง ทำหน้าที่ขยายคำนาม และคำสรรพนาม บางครั้ง Adjective Clause จะถูก เรียกว่า Relative Clause Adjective Clause จะนำหน้าด้วย relative words ดังคำต่อไปนี้ Relative Pronouns ได้แก่ who, whom, whose ,which ,that และ  Relative Adverbs ได้แก่ where,when ,why  เป็นต้น Relative Pronouns และ Relative Adverbs  เป็นสรรพนามที่ใช้เชื่อมใจความสำคัญเข้าด้วยกันโดยใช้เชื่อมAdjective Clauseที่ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ขยายคำนามหรือคำสรรพนามที่วางอยู่ข้างหน้า

Learning log 5 นอกห้องเรียน

Learning log 5
นอกห้องเรียน
            การเรียนรู้ภาษาอังกฤษหรือภาษาใดก็แล้วแล้วแต่มีเพียง 4 ทักษะหลักๆที่เราจะต้องเรียนรู้คือ ฟัง พูด อ่านา และเขียน ก่อนทำการศึกษาเราควรรู้ระดับของตัวเองก่อนว่าภาษาเราแย่มาก แย่ ใช้ได้ หรือดีมากแค่ไหน วิธีทดสอบไม่ต้องไปหาแบบทดสอบมาทำให้ยุ่งยากเพราะเรารู้ตัวเราเองอยู่แล้วว่าเราอยู่ในระดับไหน เพียงแค่ไม่โกหกตัวเองเป็นพอ เสร็จแล้วตั้งเป้าหมายของการเรียนว่าเราจะพัฒนาด้านใดดี ขั้นตอนต่อไปก็เพียงแค่เริ่มลงมือทำและอดทนแค่นั้นเอง
            กระบวนการเรียนรู้ภาษาอังกฤษนั้น เป็นกระบวนการเรียนรู้แบบค่อยเป็นค่อยไปอย่าหักโหมก็เสมือนเป็นการที่เราทำร้ายตัวเอง ลองคิดดูว่า ขนาดภาษาไทยเราสามารถเขียนได้ อ่านออกก็ต้องใช้เวลาเรียนกันตั้งแต่ ก ข ค ดั้งนั้นการเรียนภาษาอังกฤษภายใต้สภาวะแวดล้อมรอบข้างที่ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษ สนทนากับเราเลย เราก็ต้องยิ่งเพิ่มความพยายาม โดยหมั่นฝึกอย่างต่อเนื่อง ฝึกวันละนิด แต่ต้องสม่ำเสมอ

Learning log 4 นอกห้องเรียน

Learning log 4
นอกห้องเรียน
            การอ่าน เป็นทักษะที่ทำให้เราได้รับความรู้และความเข้าใจเรื่องราวของสาระที่ได้อ่าน สามารถตีความหรือแปลความหมายของข้อความที่ได้อ่าน และยังทำให้เราได้ประเมินและพัฒนาศักยภาพในการอ่านได้ อีกทั้งยังสามารถใช้การอ่านให้เป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ ดิฉันจึงเลือกที่จะพัฒนาทักษะการอ่าน เพื่อที่จะได้พัฒนาความรู้ที่ดิฉันไม่เคยรู้มาก่อน และยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับวิชาการแปลได้ เพราะการแปลเป็นอีกหนึ่งวิชาที่สำคัญ ที่ดิฉันไม่เคยเรียนมาก่อน ดิฉันจึงเลือกศึกษาเกี่ยวกับ ความรู้เกี่ยวกับการแปล จากเว็ปไซด์ http://khunpech2501.wordpress.com  เพราะหลังจากที่ดิฉันศึกษาแล้ว ดิฉันหวังว่าความรู้ที่ดิฉันได้ศึกษาในครั้งนี้ ทำให้นำมาประยุกต์ใช้กับวิชาการแปลได้มากที่สุด

Learning log 4 ในห้องเรียน

Learning log 4
ในห้องเรียน
            มนุษย์ทุกคนเกิดมาย่อมมีการสื่อสารกัน ซึ่งการสื่อสารนั้นมีอยู่ด้วยกันหลากหลายวิธี แต่การอยู่ร่วมกันในสังคมนั้น ผู้คนส่วนใหญ่ใช้การพูดเป็นการสื่อสารระหว่างกัน ในการที่จะสื่อสารการพูดให้เข้าใจกันนั้นต้องประกอบไปด้วยผู้พูดและผู้ฟัง และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ การใช้ประโยคให้ถูกต้องตามหลักที่ถูกกำหนดไว้ หากใช้ประโยคไม่ถูกต้องก็จะทำให้ผู้ฟังกับผู้พูดนั้นสื่อสารกันไม่เข้าใจไม่ว่าจะเป็นภาษาใดก็ตาม ยิ่งภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาสำคัญที่ผู้คนนิยมใช้สื่อสารกันทั่วโลก เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้หลักของการสื่อสารและรูปแบบโครงสร้างของประโยค และการเรียงประโยคให้ถูกต้อง เพื่อที่จะได้นำมาใช้และสื่อสาร สนทนากับผู้อื่นได้อย่างเข้าใจและถูกต้อง

Learning log 3 นอกห้องเรียน

Learning log 3
นอกห้องเรียน
            จากการศึกษานอกห้องเรียนครั้งนี้ ดิฉันได้ศึกษาเกี่ยวกับข่าว การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ถูกช้างทำร้าย จากเว็ปไซด์ www.bangkokpost.com ซึ่งทำให้ดิฉันได้พัฒนาทักษะ 2 ด้าน คือทักษะการอ่านและทักษะการฟัง ทักษะเหล่านี้หากเราได้มีการฝึกฝนและนำมาใช้บ่อยๆ ก็จะช่วยให้เรานั้นได้พัฒนาความรู้และความสามารถทางด้านภาษา และยังได้บรรลุตามเป้าหมายในการศึกษาภาษาอังกฤษอีกด้วย เพราะในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษนั้นมีเนื้อหายากพอสมควร เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฝึกฝนทุกๆทักษะเพื่อที่เราจะได้ก่ง มีความรู้ ความสามารถ ความเข้าใจในการใช้ภาษา และยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการเรียนในห้องเรียนได้อีกด้วย

Learning log 3 ในห้องเรียน

Learning log 3  
ในห้องเรียน
Tenses คือ รูปแบบหรือโครงสร้างของกริยาที่แสดงให้เราทราบว่า การกระทำหรือเหตุการณ์นั้นๆเกิดขึ้นเมื่อใด ซึ่งเรื่อง tenses นี้เป็นเรื่องสำคัญถ้าเราใช้ tense ไม่ถูก เราก็ไม่สามารถสื่อภาษากับคนอื่นไม่ได้ เพราะในประโยคภาษาอังกฤษนั้นจะอยู่ในรูปของ tense เสมอ ซึ่งต่างกับภาษาไทยที่เราจะมีข้อความบอกว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่มาช่วยเสมอ แต่ภาษาอังกฤษจะใช้รูป tense นี้มาเป็นตัวที่บ่งบอกกาลเวลา ดังนั้นการศึกษาเรื่อง tense จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น
Tense จะแบ่งออกเป็น 3 tenses ใหญ่ๆคือ Present tense (ปัจจุบัน) Past tense(อดีต) และ Future tense (อนาคต) และในแต่ละ Tense สามารถแยกย่อยได้ tense ละ 4 ข้อ คือ 1 simple tense ธรรมดา 2.continuous tense กำลังกระทำอยู่ 3. Perfect tense สมบูรณ์ (ทำเรียบร้อยแล้ว) 4. Perfect continuous tense สมบูรณ์กำลังกระทำอยู่

Learning log 1

Learning log 1
(ในและนอกห้องเรียน)
จากการที่ได้เรียนรู้ในห้องเรียน ได้ความรู้ 2 ประเด็นคือ
ประเด็นที่ 1

 
                                              I + 1 = Comprehensible Input


จากโครงสร้างดังกล่าวสามารถสรุปเป็นข้อมูลได้ดังนี้
I = นักเรียน 
+1 = เป็นข้อมูลที่ครูสอนนักเรียนซึ่งจะเป็น +2,+3,+4,+5 ก็ได้ แต่ครุต้องรู้พื้นฐานนักเรียนมาก่อน (Background           Knowledge) และต้องสอนนักเรียนในความรู้ที่ยากขึ้นมาระดับหนึ่ง
Comprehensible Input = ความเข้าใจหรือผลที่นักเรียนได้รับจากครูผู้สอน แต่ถ้าครูผู้สอนใช้ I+1แล้วนักเรียนยังไม่เข้าใจหรือไม่รู้เรื่อง แสดงว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวครูผู้สอน แต่ปัญหาอยู่ที่นักเรียน
                  ซึ่งสรุปได้ว่าในการเรียนการสอนที่จะให้ได้ผลสำเร็จที่ดีนั้น ครูจะต้องรู้พื้นฐานเดิมของนักเรียน เพื่อจะได้ป้อนข้อมูลที่เหมาะสมให้แก่นักเรียน เพราะว่าถ้าครูจะป้อนข้อมูลที่ยากเกินไปให้กับเด็กก็จะเกิดช่องว่างและทำให้นักเรียนไม่เข้าใจโดยในการที่ครูจะรู้พื้นฐานเดิมของนักเรียนได้นั้น อาจจะใช้การทดสอบโดยการ Pre-test หรือถามปัญหาในห้องเรียน